ศูนย์หัตถกรรมวัดธาตุประสิทธิ์  
     
     
     
     

เริ่มต้นจากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในความงาม
ของผ้าไหมมัดหมี่ สิ่งทอตามหมู่บ้านแปลกๆ ที่เก่าแก่ และทรงดำริจะพัฒนาฟื้นฟูรักษา
ศิลปะของไทยให้ดำรงไว้ ต่อมาหน่วยนางสนองพระโอษฐ์ต้องออกเดินทางซอกซอน
ไปตามหมู่บ้านที่ยากจนและชาวบ้านที่มีอาชีพในทางทอผ้า ซึ่งในครั้งนั้นได้มาที่
หมู่บ้านนาคอยและตำบลนาคูณ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เห็นชาวบ้าน
มีการทอผ้าอยู่แล้ว จึงสั่งให้ชาวบ้านทอผ้า นางสนองพระโอษฐ์ได้นำผ้าไหมขึ้นถวาย
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อทรงเห็น จึงดำริให้นางสนองพระโอษฐ์
ไปดูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม แนะนำการปลูกหม่อน หาพันธุ์หม่อนที่ดีกว่าให้
เพื่อจะได้ผลิตผลให้มากขึ้น ตลอดจนแนะนำการทอให้ถูกกับรสนิยม ของผู้ซื้อ
และรับซื้อผ้าในราคาที่ควร เพื่อให้ชาวบ้านมีเงินทุนหมุนเวียน  ทำให้ชาวบ้านมีชีวิต
ที่ดีขึ้น และในครั้งนั้นชาวบ้านนาหว้าได้เข้าร่วมรับฟังคำแนะนำด้วย

 
   

ผ้าฝ้าย

ผ้าไหมพื้นเรียบ

ผ้าไหมลายมุก

ผ้าไหมมัดหมี่

ผ้าไหมลายลูกแก้ว

ผ้าไหมมัดหมี่

       
   

ศูนย์หัตถกรรมวัดธาตุประสิทธิ์

ประวัติผ้าไหมอำเภอนาหว้า
ความเป็นมาของกลุ่มทอผ้าไหม
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๕  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถและพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสองพระองค์
ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดผ้าพระกฐินต้น ที่วัดธาตุประสิทธิ์ หมู่ ๔ ตำบลนาหว้า
อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ได้มีราษฎร จำนวน ๖ คน รอรับเสด็จทูลเกล้าฯ
ถวายผ้าไหมแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดังนี้

๑. นางวงเดือน   อุดมเดชาเวทย์ บ้านนาหว้า ตำบลนาหว้า
๒. นางสงกา  โกษาแสง (บุตรจันทร์) บ้านนางัว ตำบลนางัว
๓. นางกาบ  จิตจันดา   บ้านนาคูณใหญ่ ตำบลนาคูณใหญ่
๔. นางทา  โทสวนจิต   บ้านนาคูณใหญ่ ตำบลนาคูณใหญ่
๕. นางผิน   ลำมะสะ   บ้านนาคูณใหญ่ ตำบลนาคูณใหญ
 ๖. นางทอน   ปาทา    บ้านนาคูณใหญ่ ตำบลนาคูณใหญ่

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทอดพระเนตรผ้าไหม
ก็รู้สึกพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากผ้าไหมมีลวดลายสวยงาม
และเป็นเอกลักษณ์แบบพื้นบ้านของชาวบ้านนาหว้า

เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๕ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
ทรงมีรับสั่งให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา  เกษมสันต์ ณ อยุธยา ราชเลขานุการ
ในสมเด็จพระนางเจ้าสริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยราชองค์รักษ์
พ.ต.ท.วิศิษฐ์  เดชกุญชร ณ อยุธยา (ยศขณะนั้น) มาพบราษฎร ๖ คน
ที่ถวายผ้าไหมในคราวเสด็จ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ให้ทอผ้าไหมเพิ่มขึ้น
แล้วนำทูลเกล้าฯ ถวายอีก คนละ ๖ ผืน เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ได้ทอดพระเนตรผ้าไหม ก็พอพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก รับสั่งให้ราษฎรทอผ้าไหม
เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วนำทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นประจำทุกปี โดยมอบหมายให้
ท่านผู้หญิงสุประภาดา  เกษมสันต์ ณ อยุธยา ราชเลขานุการ
ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้ประสานงานและออก
ติดตามเยี่ยมราษฎรที่ทอผ้าไหมเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรับทราบปัญหา
และความต้องการของประชาชนอย่างใกล้ชิด จึงได้เริ่มส่งเสริมการทอผ้าไหม
โดยอาศัยหลักการที่ว่า  “ฟื้นฟูการทอผ้าไหมในช่วงว่างจากกาประกอบอาชีพทำนา”
เสริมรายได้ให้แก่ราษฎรเน้นการทอลวดลายพื้นบ้านและเป็นเอกลักษณ์
ของชาวนาหว้าอย่างแท้จริง ต่อมามีราษฎรสนใจเข้าร่วมทอผ้ามากขึ้น
จึงได้จัดตั้ง “กลุ่มทอผ้าไหม” ในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ซึ่งถือเป็นกลุ่มทอผ้าไหมแห่งแรกของประเทศ และได้โปรด
พระราชทานจัดให้มีการฝึกอบรมสมาชิกกลุ่มทอผ้าไหมเพิ่มความรู้
ในเรื่องการทอผ้าไหมให้ได้มาตรฐาน และพระราชทานอุปกรณ์ในการทอผ้าไหม
ให้แก่สมาชิก พร้อมกับได้โปรดรับซื้อผ้าไหมที่สมาชิกทอขึ้นทุกปี

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ พระองค์ท่านได้มีรับสั่งให้จัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านนาหว้าเป็น
“มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” ซึ่งประกอบด้วย
กลุ่มทอผ้าไหม บ้านนาหว้าบ้านนาคูณใหญ่ บ้านท่าเรือ บ้านนางัว บ้านนาคอย
และบ้านโคกสะอาด อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม กลุ่มทอผ้าไหม บ้าน เซียงเซา
บ้านหนองนกทา อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

ปัจจุบันมูลนิธิศิลปาชีพพิเศษในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
มีสมาชิก ๒๐๐ คน  ประกอบด้วย กลุ่มทอผ้าไหมบ้านนาหว้า นาคูณใหญ่
นาคอย นางัว ท่าเรือ และโคกสะอาด อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม
(เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓)

เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
มีรับสั่งให้ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ฑีขะระ รองราชเลขานุการ ได้ตั้งชื่อกลุ่มทอผ้าไหม
อำเภอนาหว้า ชื่อ “กลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๕)
ที่ได้ชื่อนี้เพราะอำเภอนาหว้าเป็นกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพของประเทศไทย

ทุกปีพระองค์จะเสด็จมาแปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระตำหนักภูพาน
ราชนิเวศน์จังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นการออกตรวจติดตามเยี่ยมเยียน
ราษฎรให้ขวัญกำลังใจ  แก่สมาชิกกลุ่มศิลปาชีพในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ
และพระองค์จะจัดให้มีการประกวดผ้าไหมระดับภาคแล้วพระราชทานรางวัล
ให้แก่สมาชิกผู้มีผลงานดีเด่น และรับซื้อผ้าไหมจากสมาชิก โดยทรงสละพระราชทรัพย์
ส่วนพระองค์ไปใช้ในกิจการนี้ประมาณค่ามิได้ เพื่อช่วยเหลือราษฎร ของพระองค์
ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มนี้
ก็ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือตลอดมา ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ
ราษฎรกลุ่มนี้ดีขึ้นทุกขณะ และในแต่ละปีสมาชิกกลุ่มทอผ้าไหมนาหว้า จะนำผ้าไหม
เข้าประกวดระดับภาคและได้รับพระราชทานรางวัลอยู่เสมอ นอกจากนั้น
สมาชิกยังนำผ้าไหมขึ้นทูลเกล้าฯ ฝากขายเป็นประจำทุกปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ
อย่างล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้

กลุ่มทอผ้าไหมของกลุ่มศิลปาชีพพิเศษอำเภอนาหว้า แม้ได้จัดตั้งขึ้นแล้วก็ตาม
แต่การดำเนินงาน การประสานงานระหว่างสมาชิกยังมีปัญหาอยู่มาก
เนื่องจากสมาชิกอยู่คนละแห่งต่างหมู่บ้านต่างตำบล การทอผ้าไหมจึงอยู่ในลักษณะ
กระจัดกระจายกัน ต่างคนต่างทำ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ พระครูศรีวชิรากร
(พระมหาเพชร  สุวิชาโน)  ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุประสิทธิ์
ปัจจุบันคือ พระราชสิริวัฒน์ (รองเจ้าคณะจังหวัดนครพนม) ซึ่งท่านพอมีความสนใจ
ในเรื่องนี้ และพอมีความรู้ด้านนี้อยู่แล้ว จึงฟื้นฟูขึ้นมา สรรหาผู้มีความรู้ความชำนาญ
จากสมาชิกเดิมที่มีอยู่แล้ว ปรับปรุงส่วนที่ขาดตกบกพร่อง สะสางส่วน ที่ยังมีปัญหาอยู่
ใช้หลัก (๕ส.) อนุญาต ให้นำอุปกรณ์มาทอผ้าในวัดรวบรวมสมาชิกตั้ง
เป็นกลุ่มต่างๆขึ้น มีกลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มทอผ้าฝ้าย กลุ่มทอผ้ามุก
ให้กำลังใจแก่สมาชิกในโอกาสอันควรจัดสร้าง อาคารเป็นสถานที่ทอผ้าบรรจุกี่
ได้ประมาณ ๓๐ กี่ ตั้งชื่ออาคารนี้ว่า “ศูนย์ศิลปาชีพหัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาหว้า”
และยังมีศูนย์จำหน่ายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์จากชาวอำเภอนาหว้า มีผ้าไหม
ผ้าลายยกมุก  ผ้าฝ้าย  ผ้ามัดหมี่  ผ้าขาวม้า  เครื่องจักสาน กระติบข้าว ตะกร้า
ตลอดจนถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดนตรี พิณ แคน โหวด มีผู้คนจากต่างอำเภอ จังหวัด
แวะชมศูนย์หัตถกรรมแห่งนี้ เป็นจำนวนมากในแต่ละเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงาน
เทศกาลบุญเดือนสี่ของดีนาหว้า จะมีผู้มาเยี่ยมศูนย์แห่งนี้ซื้อสินค้าไปเป็นจำนวนมาก
นำเงินหมุนเวียนให้กับสมาชิก เสริมรายได้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี  และถือได้ว่า
ศูนย์แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอนาหว้าอีกด้วย

การทอผ้าไหมอำเภอนาหว้า ถือได้ว่าฟื้นฟู รุ่งเรือง ในสมัยพระครูศรีวชิรากร
(ปัจจุบันตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนครพนม) เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
ในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ ได้รับพระราชทานรางวัลจาก
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเป็นประจำทุกปี สมาชิกมีรายได้
เกิดขวัญกำลังใจที่จะทุ่มเทเพื่องานในด้านนี้อย่างเต็มความสามารถ

   
  VATTHATPRASIT  NAWA NAKHONPANOM  
  06/11/2017 3:29 PM