ประเพณีวัฒนธรรม  
 
ผู้สาวไทญ้อ
ลงข่วง เข็นฝ้าย
จ่ายผญา บรรยากาศค่ำคืน
ขบวนแห่กฐิน
 
ลงข่วง เข็นฝ้าย จ่ายผญ๋า    ลงข่วง เข็นฝ้าย จ่ายผญ๋า   ลงข่วง เข็นฝ้าย จ่ายผญ๋า   ลงข่วง เข็นฝ้าย จ่ายผญ๋า   ลงข่วง เข็นฝ้าย จ่ายผญ๋า   ลงข่วง เข็นฝ้าย จ่ายผญ๋า   ลงข่วง เข็นฝ้าย จ่ายผญ๋า
 
   

คารวะองค์พระธาตุ

ขบวนแห่อุบาสก อุบาสิกา

ขบวนรำวิถีชีวิต 5 ชนเผ่า

ความเป็นมาของชนเผ่าไทญ้อ

ไทญ้อ เป็นชาวไทยเผ่าหนึ่งที่มีความเป็นมาพร้อมกับชนชาติไทยเผ่าอื่นๆ เช่น ไทสยาม ไทลาว
ไทแสก ไทดำ ไทโซ่ ไทกะเลิง ภูไท เป็นต้น ซึ่งถิ่นเดิมก็รวมกันอยู่บริเวณภูเขาอัลไต ที่ราบลุ่ม
แม่น้ำแยงซีเกียง แถวมณฑลยูนาน เสฉวน กวางตุ้ง กวางสี ของประเทศจีน โดยมีประวัติความ
เป็นมาก่อนพุทธศักราชประมาณ ๒,๐๐๐ ปี

คำว่า ญ้อ คงเป็นคำเฉพาะดั้งเดิม ซึ่งยังหาที่มาและคำจำกัดความยังไม่ได้ แต่สันนิษฐานว่า
คงจะมาจากคำว่า ญอ (ยอ) ซึ่งความหมายของภาษาญ้อ หมายถึง ยก (กริยา) ทำให้สูงขึ้น
เลื่อนขึ้น ยกขึ้น เช่น “ยกยอพระศาสนาให้เจริญขึ้น หรือ ยกยอท่านให้สมกับตำแหน่งหน้าที่”
หากเป็นจริงตามสันนิษฐาน ชนเผ่าไทญ้อ จึงหมายถึงเผ่าชนที่เจริญขึ้น หรือ เผ่าชนที่พัฒนาขึ้น

ในข้อนี้จะสังเกตได้จากชุมชนไทญ้อ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนจะมีการพัฒนาที่อยู่อาศัย ให้สะอาด น่าอยู่
น่าอาศัย ร่วมใจกันพัฒนาวัดวาอารามให้เจริญรุ่งเรือง ชนเผ่าไทญ้อเป็นเผ่าชนหนึ่งในหลายๆ เผ่า
ของชนชาติไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง

ภาษาไทญ้อ

เป็นภาษาพูดที่มีสำเนียงสร้อยเสียงเฉพาะ แต่มีเพียงคำพูดบางคำเท่านั้น ที่แตกต่างจากคำพูด
ของคนไทยเผ่าอื่นๆ เช่น เมื่อเทียบกับคำไทยกลาง

ไทยกลาง                         ไทยญ้อ
ไปไหน                             ไปเตอ
       ไปทำอะไร                 ไปเตอเลอ หรือ ไปเฮ็ดเตอ
เอาของไปให้                      เอาของไปเฮ้อ
ใช้ให้ไป                             เซ้อเฮ้อไป
ให้ของ                               เฮ้อของ
เดินไปตรงๆ                           ญ่างไปซื่อๆ
ไปทำงาน                            ไปเฮ็ดเวียก
กินข้าวเที่ยง                          กินข้าวงาย
นอนกลางวัน                         นอนกลางเวน
หัวเราะดัง                               หัวดัง
กินข้าวเย็น                             กินข้าวแลง

หลักฐานมีปรากฏ

บ้านเมืองของไทญ้อมีปรากฏเด่นชัด ในระเบียบการปกครองท้องที่ของอาณาจักรน่านเจ้า
หรือหนองแส มีระบุไว้ดังนี้
อาณาจักรน่านเจ้าแบ่งการปกครองออกเป็น ๑๐ ลิ่ม (เมือง)
๑.ยูนาน ๒.ปากงาย ๓.บั๋นต้าม ๔.เถ้งซุ้น ๕.หนองแส
๖.ตาลีฟู ๗.จั้ยเมา ๘.เมืองสิน ๙.ไตญ้อ ๑๐.จุ้งซุ้น
จะเห็นได้ว่าไทญ้อ มีบ้านเมืองมีปรากฏ ๑ ใน ๑๐ เมืองขนาดใหญ่ของอาณาจักรน่านเจ้าแล้ว

ชาวบ้านนาหว้าถูกกวาดต้อน

พ.ศ.๒๑๑๕ พระเจ้าหงสาวดีได้ยกทัพมาปราบเมืองหนองหาร ได้ตีทะลุอาณาจักรล้านนาได้
กวาดต้อนผู้คนไปถึง ๑๘๓,๐๐๐ คน ชาวบ้านนาหว้ารุ่นสร้างพระธาตุ (องค์เก่า) ก็ถูกกวาดต้อน
ไปด้วย โดยไปอยู่ทางตอนใต้กรุงหงสาวดี เป็นเหตุให้ชาวบ้านนาหว้าร้างแต่นั้นมา ล่วงมาถึง
พ.ศ. ๒๓๓๖ ชาวเผ่าไทญ้อจึงมาสร้างบ้านนาหว้าใหม่และอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ไทญ้ออพยพ

พ.ศ.๒๓๕๑ ต้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ (ปีพระเจ้าปะดุง พม่าให้อะเติงเป็นแม่ทัพไปตีเมืองถลาง)
ท้าวหม้อมีภรรยาชื่อ สุนันทาได้ถูกเจ้าเมืองหงสา (เมืองไทญ้อ) สั่งเนรเทศด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ
จึงนำบ่าวไพร่ประมาณ ๑๐๐ คน ล่องแพมาตามลำน้ำโขง เมื่อมาถึงนครเวียงจันทน์จึงเข้าเฝ้า
เจ้าอินทวงศ์ ผู้ครองนครเวียงจันทน์ ขออนุญาตนำไพร่พลหาทำเลสร้างบ้านเมือง เมื่อได้รับ
อนุญาตแล้ว ก็ล่องแพหาที่ทำเลสร้างบ้านเมืองมาโดยลำดับ เมื่อมาถึงปากน้ำสงคราม
ไหลตกแม่น้ำโขง จึงขึ้นสำรวจดู เห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ดี มีทิวทัศน์สวยงาม ที่ดินอุดมสมบูรณ์
จึงพร้อมกันสร้างบ้านเมืองขึ้นที่นั่น เมื่อสร้างเสร็จแล้วจึงไปเฝ้าเจ้ากรุงเวียงจันทน์ให้ทรงทราบ
และขอพระราชทานชื่อเมืองที่ตั้งใหม่ด้วย เจ้ากรุงเวียงจันทน์จึงพระราชทานชื่อเมืองว่า
“เมืองไชยสุทธ์ อุดมบุรี” ขึ้นต่อเวียงจันทน์ ได้แต่งท้าวหม้อเป็นพระยาหงสา (หม้อ)
เจ้าเมืองตั้งท้าวเหล็ก น้องท้าวหม้อเป็นอุปฮาด ต่อมาประชาชนทางเมืองหงสารทราบข่าวการ
สร้างเมืองของพระยาหงสา จึงพากันอพยพลงมาอีก ๕๐๐ คน ทำให้เมืองไชยสุทธ์อุตมบุรีมี
พลเมืองมากขึ้นอีกเป็นจำนวนมากต่อมาอีก ๖ ปี ได้สร้างวัดขึ้น ตรงแหลมที่ลำน้ำสงครามกับ
แม่น้ำโขงไหลจดกันให้ชื่อวัดว่า“วัดศรีสุนันทามหาอาราม” ตามชื่อภรรยาของเจ้าเมือง
แต่ปัจจุบันวัดนี้ได้พังลงน้ำโขงหมดแล้ว และเมื่อประมาณสามสิบปีมานี้ ได้สร้างวัดขึ้นใหม่
อยู่ใกล้ดอนสีลา ห่างน้ำโขงประมาณ ๕ เส้น ชื่อว่าวัด ไตรภูมิ

พ.ศ.๒๔๑๕ (ร.๕) ไทกะโซ่เมืองกุสุมาลย์ เกิดวิวาทกัน แยกเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งต้องการ
แยกตัวออก ไม่ขอขึ้นต่อเมืองกุสุมาลย์ อีกพวกขอขึ้นต่อเมืองกุสุมาลย์ตามเดิมจึงโปรดเกล้า
ให้ตั้งบ้านนาโพธิ์ ขึ้นเป็นเมืองโพธิ์ไพศาล ตั้งให้ท้าวขัติยะหัวหน้าผู้ขอแบ่งแยก เป็นพระไพศาล
สิมานุรักษ์ เจ้าเมือง

พ.ศ.๒๔๕๐ ได้มีการปรับปรุงการปกครองในหัวเมืองต่างๆ โดยให้มีมณฑลเมือง
และอำเภอเท่านั้น สำหรับเมืองนครพนม ได้แบ่งการปกครองออกเป็น ๘ อำเภอ โดยยุบเมือง
ต่างๆคือ เมืองมุกดาหาร เมืองท่าอุเทน และเมืองไชยบุรี ลงเป็นอำเภอขึ้นกับเมืองนครพนม
เมืองนครพนมประกอบด้วย ๘ อำเภอ ได้แก่อำเภอเมืองนครพนม (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น
อำเภอหนองบึกแล้ว เปลี่ยนกลับมาเป็นอำเภอเมืองนครพนมตามเดิม) อำเภอเมืองไชยบุรี
อำเภอเมืองท่าอุเทน อำเภอเมืองอากาศอำนวย อำเภอเมืองกุสุมาลย์ อำเภอเมืองเรณูนคร
(ย้ายไปตั้งอยู่ที่บ้านธาตุพนมและต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอธาตุพนม) อำเภอเมืองมุกดาหาร
และอำเภอหนองสูง ต่อมาย้ายไปตั้งอยู่ที่บ้านนาแกและได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอนาแก

พ.ศ.๒๔๕๗ ประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้ยุบอำเภอเมืองกุสุมาลย์มณฑล ไปรวมกับอำเภอ
เมืองนครพนม (ภายหลังได้โอนไปขึ้นกับจังหวัดสกลนคร) และได้ยุบอำเภอเมืองอากาศอำนวย
ไปรวมกับท้องที่อำเภอท่าอุเทน (ภายหลังได้โอนอำเภออากาศอำนวยไปขึ้นกับจังหวัดสกลนคร)
ให้ตัดท้องที่บางส่วนของอำเภอโพนพิสัยของเมืองหนองคายมารวมกับท้องที่อำเภอไชยบุรีแล้วย้าย
ที่ตั้งอำเภอไชยบุรีไปตั้งที่บ้านบึงกาฬแต่ยังขึ้นกับเมืองนครพนมอยู่ ภายหลังจึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภอ
ไชยบุรีเป็นอำเภอบึงกาฬแล้วโอนไปขึ้นจังหวัดหนองคายในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เมืองไชยบุรีในอดีต
จึงมีฐานะเป็นเพียงตำบลในปัจจุบัน และในปีเดียวกันนี้เองที่บ้านนาหว้า ได้ยกฐานะขึ้นเป็นตำบล
ขึ้นต่ออำเภอศรีสงคราม และขุนภักดีราชกิจ (กันหา) ก็ได้เป็นกำนันคนแรกของตำบล

ต่อมาที่ตั้งบริเวณบ้านนาหว้า ก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ และอำเภอมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลทำให้เกิดเทศบาล
ตำบลขึ้นใหม่ จำนวน ๙๘๑ แห่ง ทำให้บ้านนาหว้ามีฐานะเป็นเทศบาลตำบลโดยรวมเข้ากับ
บ้านนางัว เรียกชื่อเป็น “เทศบาลตำบลนาหว้า” มาจนถึงปัจุบัน

 
   
 
  VATTHATPRASIT  NAWA NAKHONPANOM  
  06/11/2017 3:28 PM