พ.ศ.๒๔๙๙ พระครูประสิทธิ์ศึกษากร (สิงห์ ธมฺมวโร) เจ้าอาวาสวัดธาตุประสิทธิ์
ได้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่ ได้ย้ายเศษอิฐและรื้อฐานเจดีย์
องค์เก่าออก ให้ได้ระดับเดียวกันกับพื้นดิน จึงได้รวบรวมพระพุทธรูปทองคำ
พระพุทธรูปบุด้วยแผ่นเงิน พระพุทธรูปเงินโบราณ พระพุทธรูปทำด้วยว่าน
เกษรดอกไม้ หุ้มเงิน หุ้มทอง พระพุทธรูปทรงเครื่อง และพระพุทธรูปดินเผา
จากฐานเจดีย์องค์เดิม เมื่อพิจารณาจากลักษณะองค์พระพุทธรูปแต่ละองค์
แล้วพบว่า เป็นพระพุทธรูปที่สร้างต่างยุคต่างสมัยกัน แต่มีพระพุทธรูปหลายองค์
ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปที่พบในวัดพระธาตุพนม สันนิษฐานว่า
อาจมาจากบริเวณเดียวกัน และนอกจากนี้ยังพบเครื่องใช้ เครื่องประดับและ
ของมีค่าจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านที่มาอยู่ก่อนและร่วมกันสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้น
คงได้นำมาบรรจุลงไว้ในฐานพระธาตุเพื่อเป็นที่สักการบูชาชองชุมชนนั่นเอง
โดยได้สร้างเลียนแบบพระธาตุพนมลักษณะรูปทรง สี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ
๗.๒๐ เมตร วัดโดยรอบฐาน ๒๘.๘๐ เมตร สูง ๒๘.๕๒ เมตร มีประตูเปิด-ปิด ๒ ด้าน
และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ รวม ๑๔ พระองค์และดินจาก
สังเวชนียสถาน ๔ แห่งคือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระธรรมเทศนา และปรินิพพาน
และพระพุทธรูปที่พบในเจดีย์องค์เก่า มาบรรจุไว้ในองค์พระธาตุด้วยการก่อสร้าง
พระธาตุเจดีย์องค์ใหม่นี้แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ พร้อมตั้งชื่อองค์พระธาตุใหม่ว่า
“พระธาตุประสิทธิ์” ตามราชทินนามของพระครูประสิทธิ์ศึกษากร
เจ้าอาวาสผู้ก่อสร้างนั่นเอง พระธาตุประสิทธิ์ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นพระธาตุสำหรับคนที่เกิดวัน พฤหัสบดี ใครได้มานมัสการจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน วัดธาตุประสิทธิ์ แต่เดิมชื่อ “วัดธาตุ” ภานในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติที่เขียนด้วยสีฝุ่น ที่เขียนโดย หม่อมหลวงมรกต  บรรจงราชเสนา ณ อยุธยา
“ทยฺยชาติยา สามคฺคิยํ  สติสญฺชานเนนโภชิสิยํ  รกฺขนฺติ”แปลว่า “คนชาติไทยจะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยความมีสติ สำนึก อยู่ในความสามัคคี”